วิปัสสนาเป็นการฝึกให้จิตรู้เห็นกายและใจตามความเป็นจริง ไม่เพียงแค่ทำใจให้สงบ แต่เป็นการเห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาวะต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
เมื่อจิตมีความตั้งมั่นพอ จะเกิดสภาวะที่เปรียบได้กับ “ผู้รู้” คือภาวะที่รู้เฉย ๆ โดยไม่ไหลไปตามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ภาวะนี้มีความสำคัญมากต่อการเจริญวิปัสสนา
การมีสมาธิแบบนี้ช่วยให้เราเห็นว่ากายเป็นเพียงกาย ใจเป็นเพียงใจ และสภาวะทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย
จิตมักแสวงหาความสุขอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้วยการฟัง อ่าน กิน พักผ่อน หรือคิดเรื่องต่าง ๆ แต่เมื่อจิตเริ่มมีความสงบพอ ก็จะไม่ดิ้นรนหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา
สมถะช่วยให้จิตพักและมีกำลัง ส่วนวิปัสสนาช่วยให้จิตเห็นความจริง หากไม่มีสมาธิพื้นฐาน วิปัสสนามักไม่มีกำลังพอจะดำเนินต่อเนื่องได้
ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ฝึกวิปัสสนาจะค่อย ๆ เห็นว่าจิตไม่ได้สามารถอยู่กับปัญญาตลอดเวลา บางช่วงจิตจะกลับไปพักอยู่กับความสงบ แล้วจึงค่อยกลับมารู้เห็นอีกครั้ง นี่เป็นเรื่องปกติของการภาวนา
ดังนั้น หากต้องการพัฒนาวิถีแห่งปัญญาอย่างมั่นคง ก็ควรฝึกทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป โดยเฉพาะการเข้าใจพื้นฐานของ สมถะ
วิปัสสนาคือการเจริญปัญญาเพื่อเห็นกายใจตามความเป็นจริง เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตนของสภาวธรรมทั้งหลาย
สมถะทำให้จิตสงบและตั้งมั่น ส่วนวิปัสสนาใช้จิตที่ตั้งมั่นนั้นมารู้เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสภาวะต่าง ๆ ทั้งสองแนวทางจึงเกื้อหนุนกัน
ได้ หากมีใจเปิดรับและพร้อมเรียนรู้ตามคำแนะนำ การมีพื้นฐานด้านสติและสมาธิบ้างจะช่วยให้เข้าใจประสบการณ์ได้ง่ายขึ้น
โดยทั่วไปจะประกอบด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ และนอนสมาธิ ผู้ปฏิบัติฝึกสังเกตกายและใจในอิริยาบถต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
หลายคนพบว่าการฝึกอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ใจไม่ไหลไปกับความคิดและอารมณ์มากเกินไป จึงรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น